วันพฤหัสบดีที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2555

หนึ่งร้อยคำสอนสมเด็จพระสังฆราช ตอนที่๔ ชีวิต

ความเปลี่ยนแปลงของชีวิตหรือของโลกเป็นทุกข์ประจำชีวิตหรือประจำโลกไม่เป็นเรื่องแปลกประหลาดอันใด เมื่อจะสรุปกล่าวให้สั้น ความเกิด แก่ เจ็บ ตาย ทั้งสี่นี้ย่อลงเป็นสอง คือความเกิดและความดับซึ่งเป็นสิ่งที่สกัดหน้าสกัดหลังของโลก ของชีวิตทุกชีวิตนี่เรียกคติธรรมดา แปลว่า ความเป็นไปตามธรรมดา
ความไม่สบายใจทุกๆอย่าง พระพุทธเจ้าทรงชี้ว่าเป็นทุกข์ ทุกคนคงเคยประสบกับสิ่งที่ไม่เป็นที่รัก พลัดพรากจากสิ่งที่เป็นที่รัก ปรารถนาไม่ได้สมหวัง เกิดทุกข์โศกต่างๆ นี่แหล่ะพระพุทธเจ้าตรัสเรียกว่าเป็นทุกข์โลกหรือชีวิต ประกอบด้วยทุกข์ดังกล่าวมาแล้ว ฉะนั้นทุกข์จึงเป็นความจริงที่โลกหรือทุกชีวิตต้องเผชิญ

วันพฤหัสบดีที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2555

หนึ่งร้อยคำสอนสมเด็จพระสังฆราช ตอนที่๓ ชีวิต

เราเกิดมาด้วยตัณหา ความอยากและกรรม เพื่อสนองตัณหาและกรรมของตนเอง ตัณหาและกรรมจึงเป็นตัวอำนาจหรือผู้สร้างให้เราเกิดมา ใครเล่าเป็นผู้สร้างอำนาจนี้ ตอบได้ว่าคือ ตัวเอง เพราะตนเองเป็นผู้อยากเองและเป็นผู้ทำกรรม ฉะนั้นตนนี้เองแหละเป็นผู้สร้างให้ตนเองเกิดมา
อนุมานดูตามคำของผู้ตรัสรู้นี้ในกระแสปัจจุบัน สมมุติว่าอยากเป็นผู้แทนราษฎร ก็สมัครรับเลือกตั้งและหาเสียง เมื่อชนะคะแนนก็เป็นผู้แทนราษฎร นี่คือความอยากเป็นเหตุให้ทำกรรม คือทำการต่างๆ ตั้งแต่การสมัคร การหาเสียง เป็นต้น ซึ่งเป็นเหตุให้ได้รับผล คือได้เป็นผู้แทน

วันพุธที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2555

หนึ่งร้อยคำสอนสมเด็จพระสังฆราช ตอนที่๒ ชีวิต

คำว่า ชีวิต มิได้มีความหมายเพียงแค่ความเป็นอยู่แห่งร่างกาย แต่หมายถึงความสุข ความทุกข์ ความเจริญ ความเสื่อม ของบุคคลในทางต่างๆ ด้วย บางคนมีปัญหาว่าจะวาดภาพชีวิตของตนอย่างไรในอนาคตหรืออะไรควรจะเป็นจุดมุ่งหมายของชีวิตและจะไปถึงจุดมุ่งหมายนั้นหรือ ที่นึกที่วาดภาพไว้นั้นด้วยอะไร ปัญหาที่ถามคลุมไปดังนี้ น่าจะตอบให้ตรงจุดเฉพาะบุคคลได้ยากเพราะไม่รู้ว่าทางแห่งชีวิตของแต่ละบุคคลตามที่กรรมกำหนดไว้เป็นอย่างไร และถ้าวาดภาพของชีวิตอนาคตไว้เกินวิสัยของตนที่จะพึงถึง แบบที่เรียกว่าสร้างวิมานบนอากาศก็จะเกิดความสำเร็จขึ้นมาไม่ได้แน่ หรือแม้วาดภาพชีวิตไว้ในวิสัยที่พึงได้พึงถึง แต่ขาดเหตุที่จะอุปการะให้ไปถึงจุดหมายนั้นก็ยากอีกเหมือนกันที่จะเกิดเป็นความจริงขึ้นมา

วันอังคารที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2555

หนึ่งร้อยคำสอนสมเด็จพระสังฆราช ตอนที่๑ ชีวิต

มนุษย์ ที่แปลอย่างหนึ่งว่า ผู้มีจิตใจสูง คือ มีความรู้สูง ดังจะเห็นได้ว่าคนเรามีพื้นปัญญาสูงกว่าสัตว์ดิรัจฉานมากมาย สามารถรู้จักเปรียบเทียบในความดี ความชั่ว ความควรทำไม่ควรทำ รู้จักละอาย รู้จักเกรง รู้จักปรับปรุงสร้างสรรค์ที่เรียกว่าวัฒนธรรม อารยธรรม ศาสนา เป็นต้น แสดงว่ามีความดีที่ได้สั่งสมมา โดยเฉพาะปัญญาเป็นรัตนะ ส่องสว่างนำทางแห่งชีวิต ถึงดังนั้นก็ยังมีความมืดที่มากำบังจิตใจให้เห็นผิดเป็นชอบ ความมืดที่สำคํยนั่นคือ กิเลสในจิตใจและกรรมเก่าทั้งหลาย

วันพุธที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2554

หลักการเลือกใช้คน

จากหนังสือเรื่อง วาทะฮ่องเต้ ชุด คมปัญญาจักรพรรดิเฉียนหลง เรียบเรียงโดย อดลุย์ รัตนมั่นเกษม ได้กล่าวถึงคมความคิดหลักการเลือกใช้คนของจักรพรรดิเฉียนหลง ไว้ดังนี้
จักรพรรดิเฉียนหลง "ขงจื๊อบอกเรื่องที่จะเลือกใช้คนอย่างไรแก่หลู่อายกงเจ้าผู้ครองแคว้นหลู่ว่า จงอย่าใช้คนที่มีจิตละโมบ คนที่ชอบพูดจาเหลวไหล และคนที่ทำตัวเหลวไหล และยังบอกต่อไปว่า คนเราต้องซื่อสัตย์ก่อนเป็นเบื้องต้น แล้วจึงค่อยมาถึงเรื่องสติปัญญา สติปัญญาในที่นี้หมายถึงความสามารถ ความซื่อสัตย์หมายถึงคุณธรรมความประพฤติ คนในโลกนี้ไหนเลยจะเพียบพร้อมทั้งคุณธรรมและความสามารถกันทุกคนเล่า คนที่เพียบพร้อมด้วยคุณธรรมและความสามารถย่อมเป็นดีเลิศแน่ แต่ถ้าไม่ได้เพียบพร้อมทั้งคุณธรรมและความสามารถแล้ว บางคนมีความสามารถเด่นกว่าคุณธรรม บางคนก็มีคุณธรรมเด่นกว่าความสามารถ ฉันเองยอมเลือกคนที่มีคุณธรรมเด่นกว่าความสามารถ และนี่ก็เป็นคำสอนของขงจื๊อด้วย"

วันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2554

ปรัชญาชีวิตจากช็อกโกแลตร้อน

เรื่องเล่าจากนิตยาสาร HEALTH CUISINE ฉบับเดือนพฤษภาคม 2009 เรื่องเกี่ยวกับปรัชญาชีวิตจากช็อกโกแลตร้อน เป็นดังนี้
วันหนึ่งเหล่านักธุรกิจเลือดใหม่มารวมตัวกันที่บ้านของศาสตราจารย์เกษียณอายุ ขณะที่พวกเขากำลังสนทนากันถึงความเครียดในชีวิตและงาน ศาสตราจารย์ก็เดินเข้าครัวไปแล้วกลับออกมาพร้อมกับเหยือกช็อกโกแลตร้อนและถาดที่มีแก้วหลายแบบ ทั้ง เซรามิก คริสตัลเนื้องดี และแก้ธรรมดาๆ แล้วกล่าวกับพวกเขาว่า "ช็อกโกแลตร้อนๆ ช่วยคุณได้น่ะ"
เมื่อทุกคนมีแก้ช็อกโกแลตหอมกรุ่นอยู่ในมือแล้ว ผู้อาวุโสก็พูดขึ้นว่า "ดูสิ มีแต่แก้วดีๆ เท่านั้นที่ถูกเลือก ทั้งที่ความจริงเราต้องการแก้วเพื่อใส่ช็อกโกแลต ดังนั้นมันควรจะเป็นแก้วอะไรก็ได้ แต่เป็นเรื่องธรรมดาที่คนเราจะต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเอง และนั่นก็คือสาเหตุที่ทำให้พวกเธอเครียด "หากเปรียบเทียบชีวิตเป็นช็อกโกแลตแสนอร่อย งาน เงิน เกียรติยศ และชื่อเสียงก็คือแก้ว ซื่งคอยควบคุมและเป็นปัจจัยให้ชีวิต แต่ไม่ใช่สิ่งที่จะนิยามหรือเปลี่ยนคุณค่าของชีวิต ดังนั้นถ้าเราเอาใจไปใส่ไว้กับแก้วมากเกินไป นั่นอาจทำให้เราหลงลืมรสชาติของช็อกโกแลตหรือการใช้ชีวิตอย่างที่ควรจะเป็นไปได้
"ลองทำชีวิตให้เป็นเรื่องง่าย กล่าวแต่ถ้อยคำที่ดีงาม และมีเมตตาต่อกัน เพราะความสุขที่สุดของมนุษย์นั้นไม่ได้อยู่ที่การมีสิ่งที่ดีที่สุด แต่อยู่ที่การทำทุกสิ่งให้ดีที่สุดต่างหากล่ะ"

วันพุธที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2554

หยั่งรู้จิตมนุษย์

ในหนังสือ ปรัฃญานิพนธ์ขงเบ้ง ของเธียรชัย เอี่ยมวรเมธ (2516)ได้อธิบายไว้ว่า ชงเบ้งแบ่งวิธีหยั่งรู้จิตมนุษย์ไว้เป็น 7 ข้อ ดังนี้
1. หาประเด็นที่เกี่ยวกับปัญหาการเมืองมาถามเขา เพื่อสังเกตว่า เขามีทัศนะหรือความมุ่งมาดปรารถนาประการใด
2. หาปัญหาต่างๆ มาซักไซ้ไล่เลียงว่าเขาจะตอบโต้ และใช้เชาวน์แก้ปัญหาได้อย่างไร
3. ปรึกษาแผนการต่างๆ กับเขา ทั้งนี้จะได้พิจารณาว่าเขามีภูมิความรู้อย่างไร
4. มอบหมายงานที่ลำบาก และมีอันตรายให้เขาลองทำดูทั้งนี้จะได้พิจารณาว่า เขามีความกล้าหาญและอดทนหรือไม่
5. หาเหล้ามาเลี้ยงให้เมา ทั้งนี้จะได้พิจารณาว่า เขามีอุปนิสัยอย่างไร
6. หาเหยื่อมาล่อใจ ทั้งนี้จะได้พิจารณาว่า เขาเป็นคนซื่อสัตย์สุจริตหรือไม่
7. มอบหมายงานให้เขาทำ โดยกำหนดเวลาให้แน่นอน ทั้งนี้จะได้พิจารณาว่า เขามีสัจจะรักษาคำพูด สามารถทำงานให้สำเร็จลุล่วงตามกำหนดเวลาหรือไม่

วันพฤหัสบดีที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

เรื่องเล่า วิ่งมินิมาราธอนต้านภัยยาเสพติด

เมื่อวันก่อนไปวิ่งมินิมาราธอนมา เป็นการจัดงานเพื่อรณรงค์ต้านภัยยาเสพติด ตอนแรกคิดว่า 10 กิโลเมตร มันก็หนักหนาสาหัสสำหรับเราเหมือนกัน ตั้งใจไว้ว่า วิ่งสัก 5 กิโลเมตรก็พอจะได้กลับพร้อมกันกับเพื่อนๆ แต่พอวิ่งไปถึงจุดกลับตัวที่กิโลเมตรที่ 2.5 ก็มองเห็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ วิ่งต่อไป ตอนนั้นเลยคิดว่าทำไมไม่ลองวิ่งต่อไป ถึงแม้คิดว่ามันจะเกินความสามารถแต่ก็น่าจะลองดู ผมจึงวิ่งตามเด็กผู้หญิงคนนั้นต่อไป วิ่งไปได้สักพักจิตใจเริ่มคิดว่าคงไม่ไหวแน่ๆ เลย แล้วก็คิดว่าเราน่ามองเป้าหมายให้สั้นลงจากเส้นชัย ก็เอาเป็นว่าเอาชนะคนข้างหน้าให้ได้ก็พอ แล้วก็วิ่งต่อไปเรื่อยๆ ค่อยๆ แซงไปทีละคนฯ พอไปถึงกิโลเมตรที่ 7 ที่ 8 ขาชักจะเริ่มวิ่งไม่ไหวจริงๆ แรงจิ้มจุ่มที่กินเมื่อคืนคงจะหมดแล้วแน่เลย ใจก็คิดไปว่าอย่าไปเอาชนะคนอื่นเลย เอาชนะตัวเราเองดีกว่า จึงลดความเร็วลงและวิ่งไปเรื่อยๆ โดยไม่ได้คิดว่าจะต้องเอาชนะคนอื่น เอาตัวเองเป็นที่ตั้งเอาชนะตัวเองให้ได้ก็พอแล้ว ไปให้ถึงเส้นชัยก็พอแล้ว ไม่ต้องเร็วอะไร ไม่ต้องแข่งขันกับใคร และแล้วในที่สุดก็ถึงเส้นชัยจนได้
จะว่าไปแล้วมันก็คงเหมือนชีวิตคนเรานี้ล่ะนะ เป้าหมายบางอย่างคงยากที่จะไปถึง แต่ถ้าเราตัดทอนให้สั้นลง และพยายามทำต่อไป เอาชนะเป้าหมายย่อยไปทีละขั้นๆ วันหนึ่งเราก็คงไปถึงเป้าหมายหลักได้เช่นกัน สิ่งสำคัญที่สุดคือ จิตใจของเราเอง ถ้าจิตใจเราเชื่อมั่นว่าเราทำได้ เราก็จะทำได้จริงๆ.........รู้อย่างนี้แล้วถ้าเพื่อนๆ ที่ยังมีเป้าหมายที่ต้องเอาชนะอยู่ก็ขอให้ทำต่อไปแล้วกัน ถ้าว่างๆ ก็ไปวิ่งมาราธอนบ้างก็ดี คงจะได้ข้อคิดดีๆ หลายอย่างเลย.......ขอบคุณครับ

วันอังคารที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

"การน้อมนำพระราชดำรัสไปปฏิบัติเพื่อให้บ้านเมืองมีความมั่นคงเป็นปกติสุข"

อยากให้เพื่อนๆ ทุกคนได้อ่านบทความนี้ เพื่อนำไปคิดและทำให้เกิดประโยชน์แก่บ้านเมือง
ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธีชัยพัฒนา ได้บรรยายในหัวข้อ "การน้อมนำพระราชดำรัสไปปฏิบัติเพื่อให้บ้านเมืองมีความมั่นคงเป็นปกติสุข" ในการประชัมสัมมนาเชิงปฏิบัติการปลัดจังหวัดและนายอำเภอ เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ.2553 ที่โรงแรมแอมบาสาเดอร์ ซิตี จอมเทียน พัทยา ดังมีใจความว่า ประโยคที่ทุกคนได้รับรู้รับทราบคือ ปฐมบรมราชโองการที่ว่า "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม" ประโยคแรก "เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม" พระองค์ท่านไม่ใช้คำว่า "ปกครอง" คำว่า ปกครอง แสดงถึงการใช้อำนาจ ใช้กฎหมาย บริหารราชการแผ่นดิน แต่คำว่าครองคือการรักษาแผ่นดินโดยใช้ความรัก ความเมตตา ไม่ใช่อำนาจ นี่คือธรรมาภิบาล ใช้ธรรมะ ความดี ความถูกต้อง ในฐานะข้าราชการ ต้องรับใส่เกล้า ส่วนประโยคที่สองคือ "เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม" คือเป้าหมายในการครองแผ่นดิน ที่ทรงใช้คำว่า ประโยชน์สุข โดยไม่พูดถึงเรื่องเงินทอง เพราะถ้าไม่ใช้เงินให้เกิดประโยชน์ความสุขก็เกิดไม่ได้ ความร่ำรวยไม่สำคัญเท่าสติปัญญา ทรงข้ามคำว่า เงินทอง อย่าหลงติดกับบริโภคนิยม ทุนนิยมที่กำลังครองโลก เราไม่มีปัญญาใช้เงินให้เป็นประโยชน์ก็ป่วยการ คนไทยชอบได้ยินพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ชอบเห็น แต่ไม่เคยฟัง เลย ไม่เข้าใจสิ่งที่พระองค์ท่านแสดงออกให้เห็นผ่านโครงการต่างๆ ฝ่ายปกครองบอกมีโครงการหลายโครงการ แต่ไม่ยอมมองทะลุไปหาความหมายโครงการ
"ผมเคยกราบบังคมทูลถามพระองค์ท่าน เรื่องอาชีพ ตอนจดแจ้งมูลนิชัยพัฒนา ท่านรับสั่งว่า ถ้าใครถามว่า ฉันทำอาชีพอะไร ให้บอกว่า ทำราชการ ทรงทำราชการ แต่พวกเรารับราชการ หน้าที่ภารกิจของเราคือทำอย่างไรให้บ้านเมืองปกติสุข ก็ต้องพยายามส่งเสริมคนดีให้ได้ทำหน้าที่ หลายคนอาจมาบ่นว่า ทำดีเท่าไหร่ก็ไม่ขึ้น ก็ไม่ต้องไปสนใจ ให้ทำดีต่อไป ทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ให้กัดฟันทำ ลุยไปเรื่อย เอางานนำมันเป็นการทดสอบว่า เราอดทนแค่ไหน ขอให้ข้าราชการอย่าเสียกำลังใจ พระองค์ทรงแช่งว่า ทุจริตนิดเดียวขอให้มีอันเป็นไปในวันข้าราชการพลเรือน ดังนั้นขอให้ทุกคนนึกถึงประโยชน์ของแผ่นดิน ทำให้แผ่นดินสงบและมีความเป็นธรรม แต่เป็นเรื่องยาก เดี๋ยวเจอญาติ เดี๋ยวเจอผู้มีอิทธิพล เดี๋ยวเจอนายสั่ง นายฝาก
เราต้องมีจิตใจเด็ดเดี่ยว แผ่นดินต้องมาก่อน บางครั้งเรานึกถึงตัวเองเกินไป เราต้องรักษาแผ่นดินให้เราอยู่ได้ด้วย การทำงานเพื่อส่วนรวมเพื่อแผ่นดิน ก็เพราะอยู่บนแผ่นดินในส่วนรวมเดียวกัน ถ้าแผ่นดินไทยไม่มี ชาติไม่มีแล้วจะมีที่ยืนหรือ ในปี 50 สถานการณ์เริ่มไม่ดี ทรงเคยเตือนให้พึงสังวรถึงความสงบ สามัคคี คิดถึงชาติเป็นที่ตั้ง ปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนี้ก็มาจากยึดตัวเอง ยึดพวกเป็นที่ตั้ง ปีนั้นทรงเตือนมากเป็นพิเศษ เตือนเรื่องคิดถึงส่วนรวม ไมตรีจิต เมตตา เรื่องเงื่อนไขที่ทำให้เกิดความไม่สงบบ่อยครั้ง ทรงเตือนมา 3 ปีล่วงหน้า และทรงปรารถนาอยากเห็นคนไทยมีความสุข แต่ความสุขนั้น เราต้องให้ความรัก ความเมตตา ให้อภัย ไม่โกรธ มุ่งดี มุ่งเจริญต่อกัน ในปีนี้ก็ตั้งคณะกรรมการปรองดองแห่งชาติ แปลกไหม
มันเกิดอะไรในบ้านเมือง ถ้าเราปฏิบัติแบบให้อภัย มีเมตตากัน ก็ไม่ต้องมีคณะกรรมการนี้ จะใส่เสื้อสีอะไรก็เชิญ สีไหนก็ลูกท่าน ทุกคนยืนอยู่บนดินเดียวกัน ผมถวายงานมา 30 ปี ประมวลสิ่งที่อยากให้ข้าราชการปฏิบัติสิบกว่าข้อ
ข้อ 1. ทรงสอนว่า การทำงาน ต้องรู้ก่อน รู้รักสามัคคี ก็มีคำว่ารู้ ถ้าไม่รู้อย่าเพิ่งทำ
2. งานทุกอย่างไม่ใช่งานง่าย ต้องอดทน มุ่งมั่นเป็นอย่างมาก และยึดความถูกต้องด้วย
3. ถ้าดูพระองค์ท่าน ทรงอ่อนน้อมถ่อมตน เรียบง่าย และประหยัด
4. ซื่อสัตย์ สุจริต กตัญญู ไม่ต้องอธิบาย
5. ตั้งใจจริงและขยันหมั่นเพียร
6. หัดฟังคนอื่นบ้าง อย่าเก่งคนเดียว
7. มุ่งประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก
8. พึ่งตนเอง ส่งเสริมคนดีและคนเก่ง
9. ต้องรู้จักให้บ้าง
10. ทำอะไรเรื่องเล็กไปหาใหญ่ อย่าใจร้อน

วันอาทิตย์ที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ผู้บริหารที่มี "บุญบารมี"

ผู้บริหารทุกยุคทุกสมัย เป็นผู้ที่มีอิทธิพลต่อลูกน้องหรือกลุ่มคนผู้ใต้บังคับบัญชามาแต่ใหนแต่ไร ผู้บริหารแต่ละคนก็มีลูกน้องจำนวนมากน้อยแตกต่างกัน แต่ที่เหมือนๆ กันคือ ผู้บริหารแต่ละคนมี "บุญบารมี" ในบทความเรื่อง "บุญบารมี" สิ่งที่ผู้บริหารพึงมี ของคุณประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ศุภาลัย ได้อธิบายไว้ว่า "บุญ" คือ การกระทำดี และ "บารมี" คือ ผลจากการกระทำ "บุญ" เช่น นาย ก. เป็นคนมีบารมี เพราะได้สร้างบุญกุศลไว้มาก จึงทำให้เป็นที่เคารพนับถือ ได้รับความเชื่อถือไว้วางใจ และเกรงใจจากคนทั่วไป แต่ บารมี ก็ไม่ได้ทำให้คนเกรงกลัวเหมือนคนร้ายถืออาวุธ
บทสวดมนต์บทหนึ่งที่เกี่ยวกับบุญบารมี คือ บารมี 30 ทัศ แต่งโดย พระครูบาเจ้าศรีวิชัย นักบุญแห่งลานนา ได้อธิบายการสร้างบุญบารมี 10 ประการไว้ดังนี้

1. ทาน คือ การลดความโลภด้วยการให้สิ่งของต่างๆ แก่ผู้ที่ด้อยกว่าตลอดจนถึงธรรมทาน คนที่ให้ทาน ใจดี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ย่อมมีบารมีสูงกว่าคนตระหนี่ถี่เหนียว
2. ศีล คือ การรักษาศีลด้วยการละเว้นจากการทำความชั่วต่างๆ ผู้รักษาศีล ย่อมได้รับการนับถือว่าเป็นคนดีมีบารมีมากกว่าผู้ประพฤติชั่ว
3. เนกขัมมะ คือ การออกบวชและปฏิบัติธรรม ผู้ที่บวชเรียนและปฏิบัติธรรมเป็นนิจ ย่อมได้รับการยกย่องว่า เปี่ยมด้วยบุญบารมีมากกว่าผู้ไม่ปฏิบัติธรรม
4. ปัญญา คือ การใช้ความคิดที่มีเหตุมีผล ในการกระทำสิ่งต่างๆ ผู้ที่มีความคิดอ่านดี มีเหตุมีผล ย่อมได้รับความเชื่อถือและเป็นผู้มีบารมีมากกว่าคนที่ไร้ความคิดไร้เหตุผล
5. วิริยะ คือ ความเพียรพยายามทำสิ่งต่างๆ ให้สำเร็จ ผู้ที่มีความเพียรเป็นนักสู้ ไม่ย่อท้อต่อความยากลำบาก ย่อมมีบารมีมากกว่าคนท้อแท้ง่าย และจะเป็นตัวอย่างที่ดีแก่คนทั่วไป
6. ขันติ คือ ความอดทนต่อความทุกข์ยากลำบากซึ่งคู่กับวิริยะ ไม่เบื่อง่าย คนที่มีความอดทนสูงกว่าย่อมมีโอกาสมากกว่าในการรอคอยความสำเร็จหรือสิ่งที่คาดหวัง โดยไม่เลิกราเสียก่อน และย่อมเป็นผู้ที่มีบารมีมากกว่าคนเบื่อง่าย ไม่อดทน
7. สัจจะ คือ ความจริงใจ การรักษาความสัตย์ พูดแต่เรื่องจริง ไม่โกหกหลอกลวงผู้อื่นเพื่อประโยชน์ของตน คนรักษาสัจจะย่อมมีบารมีสูงกว่า และได้ความเชื่อถือ เชื่อใจจากคนทั่วไปโดยไม่ต้องห่วงกังวลว่าจะถูกหลอก
8. อธิษฐาน คือ การกำหนดเป้าหมายในชีวิตหรือการทำงานต่างๆ ไม่ใช่การขอให้ได้สิ่งต่างๆ โดยไม่ทำอะไร คนที่มีเป้าหมายย่อมเป็นผู้มีบารมีดีกว่าคนหลักลอยไม่มีเป้าหมาย
9. เมตตา คือ ความรักเอ็นดู ปรารถนาอยากให้ผู้อื่นได้สุข ผู้ที่มีจิตเมตตาสูง จะมีบารมีสูง มีเสน่ห์ในตัวเอง เพราะมองโลกในแง่ดี และทำแต่สิ่งที่ดีๆ ให้คนอื่นมีความสุข
10. อุเบกขา คือ ความเที่ยงธรรมและการวางเฉย ในสถานการณ์ที่ทุกข์มากหรือสุขมาก ความเที่ยงธรรมนั้นสำคัญมากสำหร้บผู้พิพากษาและแม้กระทั่งผู้บังคับบัญชาหรือบิดา มารดา การรู้จักข่มใจวางเฉยต่อวิกฤติการณ์ย่อมทำให้จิตใจสงบแน่วแน่ ไม่ตื่นตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ แต่กลับยังคงมีปัญญาที่จะคิดการต่างๆ ได้ดี ผู้มีอุเบกขา จึงย่อมมีบารมีสูงกว่าผู้ที่ไม่มี

บารมี คือคุณธรรมที่ให้ถึงฝั่งแห่งความสำเร็จ ซึ่งแบ่งไว้เป็น 3 ชั้น คือ ขั้นธรรมดา ขั้นสูงขึ้นเรียกว่า "อุปบารมี" และ ขั้นสูงสุด เรียกว่า "ปารมัตถบารมี" รวมกัน เป็น 30 ทัศ

ผู้บริหารที่มี บุญบารมี จะเป็นผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ เป็นตัวอย่างแก่ผู้ตาม หรือลูกน้อง และจะนำพาองค์กรให้เจริญก้าวหน้าได้อย่างถูกต้องและยั่งยืน.....สวัสดี


เอกสารอ้างอิง:

- "บุญบารมี" สิ่งที่ผู้บริหารพึงมี, นายประทีป ตั้งมติธรรม ประธานกรรมการบริหาร บมจ.ศุภาลัย, ThaiAppriasal Foundation Vol.9, No.2, March-April 2010.